ไอซ์แลนด์ ไป..ให้ได้รู้จัก - บทที่2: เดินทางกันเถอะ

ช่วงก่อนวันเดินทางสัปดาห์สุดท้าย เรียกได้ว่าเป็นช่วงหายนะของผมพอสมควร

ก็แหงล่ะ จะหนีงานการไปเที่ยวตั้งครึ่งเดือน 

โดยเฉพาะวันสุดท้ายที่ยังต้องวิ่งไปถ่ายงานแล้วก็จบงานให้เสร็จในคืนนั้น

ซึ่งคืนนั้นงานทั้งหมดของผมจบตอนตี4 และ...ยังไม่ได้จัดกระเป๋า

 

จะบินไปเที่ยว 17วันตอน9โมง เพิ่งจะเริ่มจัดกระเป๋าตอนตี4

มันน่ามั้ยล่ะ ผมล่ะขำตัวเองจริงๆนะ

แต่ผมก็รู้ตัวมาก่อนแล้วแหละว่าต้องเป็นแบบนี้ ก็เลยวางแผนทำchecklistซื้อของ

เตรียมรอกองๆไว้ในห้องนอนหมดแล้ว เหลือแค่จับทุกอย่างยัดลงกระเป๋านั่นแหละ

แต่การจัดกระเป๋าตอนตี4 ในสภาพอดนอนเป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก

สมมุติถ้าลืมอะไรไปก็บายเลย แค่นั้นเอง

ซึ่งตอนจัดก็มีความยากลำบากประมานหนึ่ง แต่เราจะข้ามไป

 

แล้วกระเป๋าผมก็จัดเสร็จตอน05.30 ตามแผนเป๊ะ

ตอนนั้นก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าออกจากบ้าน 06.00

ตอนแรกที่บ้านว่าจะไปส่ง ด้วยความเกรงใจและบ้านใกล้แอร์พอร์ตลิงค์

ผมก็เลยบอกว่าเดี๋ยวไปแอร์พอร์ตลิงค์เอง สบ๊ายยยย

 

ระหว่างเดินทางก็เริ่มมีการสนทนากันอย่างตื่นเต้นในไลน์

คนนั้นถึงแล้ว คนนี้ถึงแล้ว เดี๋ยวไปต่อแถวเลยนะ

 

“โอเคกูถึงคนสุดท้าย 55555”

 

พอมาถึงสนามบิน บรรยากาศก็คึกคักตามธรรมชาติของสุวรรณภูมิบ้านเราแหละ

แบคแพคเกอร์ฝรั่งเดินไปมา ทัวร์จีนมากมาย 

คนไทยจะเดินทางไปเที่ยว กรุ๊ปทัวร์จับกลุ่มตามคนถือธง

ผมไม่รอช้ารีบตรงดิ่งไปที่เคาท์เตอร์เช็คอิน ที่ทุกๆคนเข้าแถวกันไปหมดแล้ว 

เราก็เริ่มทักทายทีละคนด้วยความสดใสเท่าที่คนอดนอนคนนึงจะทำได้

แล้วเราก็ผ่านขั้นตอนที่คุ้นเคยคนมาอยู่ที่หน้าเกทตอน08.00 ตามเวลาขึ้นเครื่องพอดี

 

เดี๋ยวเราจะได้เดินทางกันแล้ว ถ่ายรูปก่อนเดินทางเป็นที่ระลึกซักหน่อยจะดีกว่า

อารมณ์ตอนนั้นผมพร้อมแล้ว พร้อมมาก

 

พร้อมจะไปนอนบนเครื่องแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ

 

ทุกคนก็พูดคุยทักทายทำความรู้จัก 

เล่าเรื่องการเตรียมตัวของตัวเองว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็วุ่นวายพอกัน

เราก็แนะนำชิน หนุ่มตัวละครลับที่จะเพิ่งโผล่มาในวันเดินทาง ให้ทุกคนรู้จัก 

เพื่อนผมเข้ากับคนง่ายครับ เจอกันสิบนาทีแม่งสนิทกับเขาละ ฮ่าๆ ล้อเล่นนะ

 

แล้วเวลาก็ล่วงเลยไป08.30 เลยเวลาboardingมาครึ่งชั่วโมงแล้ว

แต่ก็ไม่มีการประกาศเรียกใดๆจากเจ้าหน้าที่ คนเริ่มมารอกันเยอะ

เราก็ยังคุยกันอย่างเพลิดเพลินต่อไป  อีกกลุ่มเริ่มตั้งวงเล่นไพ่Saboteur

09.00ผ่านไปทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท ไม่มีการเรียกใดๆ 

คนที่รอด้านล่างเริ่มกระวนกระวายเข้าไปถามเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ

ส่วนพวกเราก็ยังคงชิว อยู่ในอิริยาบทเดิม 

ซักพักก็มีคนนอร์เวย์เข้ามาดูกลุ่มที่เล่นSaboteur

พี่แกก็คงตกใจเพราะพวกเรานั่งเล่นกันเปิดใจมาก เขาก็คงคิดว่าเราเล่นไพ่จริงกันอยู่

พี่แกก็เริ่มเข้าไปชวนแก๊งนั้นคุย ชินกับพี่อ๋องก็คุยตอบกันไปขำๆ

เขาแปลกใจว่าทำไมเราถึงไปนอร์เวย์ตอนนี้ มันมีอะไรน่าสนใจงั้นหรอ

เพราะอากาศช่วงนี้มันก็ไม่ได้จะดี

คุยกันไปกันมา เหมือนเขาจะถูกใจอะไรพี่อ๋องกับชินไม่รู้ 

พี่แกก็เลยเอ่ยปากว่าถ้ากลับมาOsloมากินข้าวที่บ้านเขาพร้อมกับเอาเบอร์โทรให้

ด้วยความเมาในระดับที่ดูออกว่าพี่แกเมาอยู่แน่ๆ 

ทุกคนเลยไม่ได้ให้น้ำหนักว่าการชวนนั้นเป็นเรื่องจริง

 

“I’m serious” 

 

แต่พี่แกย้ำมางั้น วงไพ่นั้นถึงกับdead airกันเลยทีเดียว 

แล้วพี่แกก็จากไป

 

10.00 ทุกคนเริ่มเบื่อ ด้วยความสงสัยก็เลยถามเจ้าหน้าที่ 

ได้ความมาว่าเครื่องมีการขัดข้องกำลังซ่อมอยู่ ให้รอฟังประกาศจากกัปตันตอน10.30

บางคนเริ่มเดินออกไปหาของกิน

 

ผมเริ่มนั่งเครียด

“ดีนะพี่ที่เราต่อเครื่องไปไอซ์แลนด์พรุ่งนี้”

“ดีเลย์ อะไรก็ได้อย่าแคนเซิลกันก็พอ”

 

“อย่าชะล่าใจไป เรามากับของแรง” 

พี่โน้ตพูดพร้อมเหลือบตาไปมองพี่ตี้

 

“เป็นเพราะมึงเลย เตย!!!!” 

พี่ตี้รีบปัด

 

“มึงก็ใช่ย่อยอีตี้!!!” 

พี่เตยสวนในทันที

พี่โน้ตมองด้วยสายตาเห็นด้วยกับพี่เตย ยิ้มเบาๆ มีการพยักหน้าเล็กน้อย

 

“เออดี เป็นเตยตี้คู่ซี้มหัศจรรย์ ฮ่าๆๆๆๆ"

พี่ตี้สรุปใจความให้พร้อมหัวเราะปิดท้าย

 

นาทีนั้นเอาใจช่วยทีมช่างสุดๆ คิดแค่ว่าดีเลย์แค่ไหนก็ได้ขอแค่ว่าอย่าเลื่อนวันนะไม่งั้นปวดหัวแน่นอน เพราะทุกอย่างวางแผนไว้หมดแล้ว ทั้งตั๋วเครื่องบิน จองรถ จองที่พัก แต่ก็ถือเป็นโชคดีที่เราบินไปไอซ์แลนด์วันถัดไป ไม่งั้นเครียดหนักกว่านี้แน่นอน

 

10.45 กัปตันแจ้งแคนเซิลไฟล์ท พร้อมแจ้งผู้โดยสารว่าไฟล์ทนี้จะเลื่อนไป10ชั่วโมงจากนี้ โดยเราจะได้ไปพักที่โรงแรมNovotel และจะมีอาหารกลางวันอาหารเย็นบริการ

 

“ฉิบหายแล้วจ้า ไฟล์ทโดนแคนเซิล!!!!!!” ผมบอกกับตัวเองในใจ

 

“เป็นเพราะมึงเลย อีเตย!!!!” พี่ตี้ชิงโบ้ยให้พี่เตยก่อน

“มองในแง่ดีอย่างน้อยวันนี้เราก็ได้นอนโรงแรม ไม่ต้องนอนสนามบินไงมึง” พี่เตยชวนมองมุมกลับ

 

ผมเริ่มคำนวนเวลากับพี่โน้ต

“10ชั่วโมงจากนี้ก็ สามทุ่มพี่ โอเคน่ายังทันอยู่ อย่าดีเลย์ไปกว่านี้เลย”

“เราควรออกเลทสุดประมานกี่โมง”

“เอาแบบสบายใจไม่เครียดก็ไม่ควรเกินสี่ทุ่มพี่ เพราะชินมันต้องขึ้นเครื่องก่อนเราสองชั่วโมง
ของเราอย่างแย่ที่สุดไม่ควรเกินเที่ยงคืน”

 

 

11.00 ผู้โดยสารทยอย เดินจากเกทไปตม. ผ่านตม. รับกระเป๋า ขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปได้ช้ามาก ช้าสุดก็ตอนตม.เนี่ยแหละ ที่เขาต้องเอาเราไปดำเนินการที่ช่องพิเศษ ไม่ได้เข้าตามขั้นตอนปกติ 

จากนั้นเขาก็เอาพวกเราขึ้นรถบัส พาไปเช็คอินโรงแรม ระหว่างรอเช็คอินที่โรงแรม smsของพี่เตยก็แจ้งมาว่า ไฟล์ทใหม่ที่เราจะได้บินไปOsloตอนเที่ยงคืน

 

ชินกับพี่คิมงานเข้าเต็ม เพราะคำนวนเวลาแล้วชินมีเวลาแค่1ชั่วโมงในการไปขึ้นเครื่องอีกไฟล์ท

โดยวางแผนกันว่าจะลองไปถามเจ้าหน้าที่ของสายการบินอีกทีตอนเช็คอินละกัน ว่าเตรียมตัวกันยังไงดี


ขั้นตอนทั้งหมดเสร็จตอน14.30 กินข้าวที่ทางโรงแรมเตรียมให้

ได้ขึ้นห้องนอนตอน15.00 

“ผมตื่นมาเกิน24ชั่วโมงแล้ว” เสียงของพี่ซันนี่ในหนังฟรีแลนซ์ฯลอยขึ้นมาในหัว 

ผมล้มตัวลงบนเตียง อย่างหมดเรี่ยวแรง ตาปิดสนิท

จะไปเที่ยวทั้งที มีอุปสรรคตั้งแต่เริ่มทริปเลย คิดซะว่าจะเจออะไรก็เจอให้จบที่นี่มันไปละกัน ถึงที่นู่นก็ขอให้ราบรื่นละกันเนอะ


จริงๆตอนนี้ควรจะให้ชื่อพร้อมเสียงตะโกนดังๆว่า “ไฟล์ทแคนเซิล!!!!!!” 

แค่ไม่อยากจะสปอยด์คนอ่าน ฮ่าๆๆๆๆ

ไอซ์แลนด์: ไป..ให้ได้รู้จัก - บทที่1 : แนะนำสมาชิก&ก่อนจะออกเดินทาง

แนะนำสมาชิก

 

ลังเลอยู่หลายทีว่าจะเขียนแนะนำดีมั้ย แต่เพื่อความสบายใจให้คนอ่านได้รู้จักตัวละครที่ผมจะเอ่ยถึงในบันทึกนี้ซักหน่อยน่าจะดีกว่า

 

ผล

ตัวผมเอง เป็นช่างภาพอิสระ ชอบท่องเที่ยว... จบ ฮ่าๆๆๆ

 

พี่ตี้&พี่โน้ต

พี่ตี้รุ่นพี่ของผมที่มหาลัย ปัจจุบันทำงานอยู่ในวงการโฆษณา เป็นคนสดใสร่าเริง(มาก)

ส่วนพี่โน้ต พี่ใหญ่สุดของทริปนี้ เป็นสามีของพี่ตี้ พี่โน้ตเป็นโลเคชั่นแมน มีประสบการณ์เคยขับรถเมืองนอกมาก่อน ในทริปนี้เราจึงวางตัวพี่โน้ตเป็นคนขับรถมือหนึ่งไว้ก่อนเลย 

 

พี่เตย

คู่ซี้มหัศจรรย์ของพี่ตี้และเป็นรุ่นพี่ที่มหาลัยของผลด้วยเช่นกัน เป็นสาวมาร์เก็ตติ้งบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง(แต่ไม่ใส) พอจับคู่กับพี่ตี้แล้วทำให้ทริปนี้มีสีสันมากทีเดียวเชียว

 

ชิน&พี่คิม

ชินเป็นหนุ่มไอทีบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ปัจจุบันทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ เป็นเพื่อนคนแรกของผล ใช่...เพื่อนคนแรก สมัยเด็กๆบ้านเราอยู่ใกล้กัน เรียกได้ว่าจำความได้ก็มีชินเป็นเพื่อนแล้วเนี่ยแหละ ชินเป็นคนตลก ร่าเริงและวู่วาม

พี่คิม เป็นพี่สาวของชิน ผมก็รู้จักพี่คิมพร้อมๆกับที่รู้จักชินนั่นแหละ พี่คิมเป็นคนแนวๆ ชอบงานดีไซน์ ชอบถ่ายรูป พูดน้อย...แต่ตลกนะ

 

พี่อ๋อง&พี่ปั๊บ

พี่อ๋องเป็นลูกพี่ลูกน้องของผล เป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดแล้วก็ว่าได้เพราะสมัยเด็กๆบ้านอยู่ใกล้กัน ก็เล่นๆกันมาด้วยกันทั้งผล ชิน พี่คิม พี่อ๋อง

พี่ปั๊บแฟนพี่อ๋อง ก่อนหน้าทริปผลไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับพี่ปั๊บซักเท่าไหร่ แต่พอรู้จักแล้วพบว่าพี่ปั๊บเป็นคนสนุกและตลก พอๆกับคนอื่นในทริปนี้เลยแหละ

 

ก่อนจะออกเดินทาง

การจะเดินทางไปไอซ์แลนด์ 

แน่นอนล่ะมันไม่ได้จะชิวๆอยากจะไปก็ไปเลยแบบฮ่องกง หรือประเทศในแถบบ้านเรา

จะไปประเทศในแถบนั้นเราต้องทำเรื่องขอวีซ่ากันก่อน ไหนจะสภาพอากาศที่เราไม่คุ้นเคย

สถานที่ที่เราจะไปก็มีความสมบุกสมบันพอสมควร เลยจะต้องมีการเตรียมตัวที่ดีกว่าปกติเหมือนกัน

จากปกติเวลาที่ผมไปเที่ยวไม่ค่อยจะได้ทำอะไรพวกนี้เท่าไหร่หรอก ก็เลยหยิบมาเล่ากันไว้ซักหน่อย

 

 

การวางแผนการเดินทาง

พอจะต้องขอวีซ่า เลยจะต้องมีแผนการเดินทางเพื่อจะไปยื่นให้กับสถานฑูต

คร่าวๆก็คือ เราจะต้องมีแผนบอกเขาว่าแต่ละวันเราจะไปที่ไหนบ้าง นอนที่ไหน ครบทุกวันจนถึงวันกลับ

 

โดยผ่านการท่องเที่ยวของเราครั้งนี้ก็คือ

เราจะขึ้นเครื่องไปลงOsloจากนั้นนอนที่สนามบินแล้วตอนเช้าค่อยขึ้นเครื่องไปKeflavik

ขับรถเที่ยวรอบประเทศ8วัน แล้วส่งพี่เตยกลับไทยก่อน แล้วเราจะขับไปเที่ยวต่ออีก 4วัน

จากนั้นจะบินกลับมาที่Oslo นั่งรถไฟข้ามคืนจากOsloไปBergen เที่ยวในBergen 2วัน

แล้วนั่งรถไฟกลับไปเที่ยวในOsloอีก1วันแล้วค่อยบินกลับไทย

 

แต่เดี๋ยวก่อน.....นี่คือแผนที่เราคิด ใครที่คิดจะลอกแผนเรา อย่าเพิ่ง! ฮ่าๆๆๆๆ

รออ่านให้จบก่อนแล้วค่อยคิดใหม่นะ

 

ที่พักของเราส่วนใหญ่จะเป็นบ้านที่อยู่ด้วยกันทั้งหมด8คนโดยจองผ่านAirbnb 

จะมีบางคืนเท่านั้นที่นอนhostelจองผ่านbooking

เวลาขอยื่นวีซ่าให้ปริ้นใบยืนยันการจองของทุกที่แนบประกอบไปด้วย

และอย่าลืมว่าคืนที่เรานอนบนรถไฟ เราต้องแนบตั๋วรถไฟให้สถานฑูตด้วยเช่นกัน

 

ช่วงประมานเดือน 6 เราก็เลยนัดวันกับพี่เตยมานั่งทำแผนกันคร่าวๆก่อน

เช็คดูสถานที่แต่ละจุดว่าหน้าตาเป็นยังไง น่าไปมั้ย คัดเลือกและรวบรวมเอาไว้ 

ส่วนพี่เตยก็เอารายการพวกนี้มาหาภาพประกอบเพื่อการโฆษณา กะว่าเปิดให้ทุกคนดูแล้วเคลียร์ ผ่านแน่นอน

 

พอถึงเดือน7 2เดือนก่อนวันเดินทาง เราก็นัดรวมตัวกับทุกๆคนแต่ก็มาได้ไม่ครบพี่ปั๊บกับพี่โน้ตติดงาน ส่วนชินอยู่สิงคโปร์ เป็นครั้งแรกที่แต่ละคนได้มาทำความรู้จักกัน 

ผลถ่ายรูปแต่ละคนเพื่อใช้ขอวีซ่า แจกแจงสิ่งที่ทุกคนต้องเตรียม 

นำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวให้ทุกคนรับทราบ

 

พี่ตี้

“โห ภาพเพื่อการโฆษณา” 

“เดี๋ยวจะรอดูว่าภาพที่เราคิดกับภาพที่เราเห็นจะตรงกันมั้ย ฮ่าๆๆ”

 

พี่เตย

“กลัว อะไรเรามีช่างภาพไปด้วยมึง”

พี่ตี้

“เออ จริงด้วยหว่ะ ผล..นายคือความหวัง”

 

“ได้พี่”

 

พี่เตย

“ดีๆๆ แกถ่ายเยอะๆนะ ฉันจะโพสต์ท่ารอ”

 

ผลก็ตอบไปซะมั่นใจ โดยไม่รู้เลยว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้าบ้าง

หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันยื่นวีซ่าตามความพร้อมและสะดวกของแต่ละคน

 

 

พี่คิมวีซ่าผ่านเป็นคนแรก

 

 

“เชี่ย...กูจะผ่านมั้ยเนี่ย” ความวิตกเริ่มครอบงำผมในตอนนั้น

เพราะไม่ค่อยมั่นใจว่าตัวเองจะขอวีซ่าผ่านเท่าไหร่

หลายวันต่อมาทางสถานฑูตก็โทรมาหา สอบถามหลายอย่าง

หลังจากวางสายไปตอนนั้นเรียกได้ว่าเครียดมากๆ กลัวว่าจะไม่ผ่านซะแล้ว

คนกับคนอื่นๆ พี่ปั๊บผ่านแล้ว พี่ปั๊บบอกไม่เคยมีใครโทรมาหาเลย

พี่คิมก็ไม่มี

 

“แล้วทำไมเป็นเรา”

 

จากนั้นอีกสองวัน ก็มีsmsยืนยันมาว่าวีซ่าผ่าน

แต่ประโยคมันไม่ค่อยเคลียร์หรอก เขาบอกมาประมานว่า

ได้ส่งหนังสือเดินทางกลับมาให้ทางเราแล้ว

บางคนบอกว่านั่นแปลว่าผ่านแล้ว แต่เราก็ยังไม่เชื่อ 

รอจนกว่าพาสปอร์ตจะมาถึงมือถึงจะเชื่อ

 

“ผ่านแล้วโว้ยยยยยยย”

 

ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่าตื่นเต้นมาก ดีใจเหมือนสอบติดมหาลัยยังไงอย่างงั้น

เราจะได้ไปไอซ์แลนด์กันจริงๆแล้ว

 

ออโรร่ารอก่อนนะเดี๋ยวจะไปหา

 

 

จัดกระเป๋ากันเถอะ


การจะเดินทางแต่ละครั้ง สิ่งที่ต้องทำเลยก็คือเช็คสภาพภูมิอากาศที่เราจะต้องไปเจอก่อนเพื่อจะได้เตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้าไปได้ถูก ไม่ใช่แค่ไปไอซ์แลนด์หรอกแต่จะไปที่ไหนก็ควรเช็คก่อน


ช่วงที่เราเดินทางไปเป็นช่วงที่ไอซ์แลนด์ อุณหภูมิอยู่ประมานเลขตัวเดียวก็คือเย็นๆยังไม่หนาวจัด

แต่ไอซ์แลนด์ เป็นประเทศที่ลมแรงและฝนตกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักเอาไว้เลย มาดูกันว่าเราควรเตรียมอะไรไปบ้าง


เสื้อกันหนาว+กันลม+กันฝน

อากาศที่ผมเจอตอนนั้นโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาน4-7องศาเซลเซียส อาจจะรู้สึกหนาวกว่านั้นเพราะลมที่นั่นแรงมาก แรงแค่ไหน...แรงแค่เดินแล้วเซ จะปิดประตูรถต้องใช้สองมือช่วยดึง รวมถึงอากาศที่ไอซ์แลนด์ค่อนข้างแปรปรวนฝนตกบ่อยมากแต่ไม่หนัก ที่ผมเจออาจจะแปรปรวนเป็นพิเศษเพราะตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูด้วย เพราะฉะนั้นควรมีทั้งเสื้อกันหนาวกันลมและกันฝนที่ค่อนข้างคล่องตัว ถ้าไม่มีก็ซื้อใหม่เลยครับ เพราะมันจำเป็นจริงๆ ไม่งั้นทรมานเลยนะ


กางเกงกันน้ำ

อย่างที่บอกว่าฝนตกค่อนข้างบ่อย เพราะฉะนั้นเครื่องนุ่งห่มเราควรจะกันน้ำได้หัวจรดเท้าอย่างน้อยๆ 1ชุดครับ

กางเกงกันน้ำตอนนั้นผมไม่ได้เตรียมไป ในทริปผมใส่แค่กางเกงยีนส์ตัวเดียวยาวเลยก็เที่ยวได้ เชื่อเถอะครับ เตรียมไปเถอะแล้วจะไม่ผิดหวัง


ลองจอน(เสื้อ+กางเกง)

เอาใส่เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายด้านในครับ เตรียมไปเปลี่ยนซัก2-3ชุดก็ดี จะได้ไม่คัน ฮ่าๆๆๆ


ปลอกคอ ผ้าพันคอ

ลองเลือกตามที่ตัวเองชอบครับ แต่ควรมีเอาไว้เดี๋ยวจะไม่สบายเจ็บคอแล้วแย่เลย


รองเท้าเดินป่ากันน้ำ

เป็นอีกอย่างที่จำเป็นต้องมีครับ เพราะบางสถานที่ต้องเดินต้องปีน แถมเจอฝนเจอน้ำอีก รองเท้าพวกนี้ช่วยเซฟเราได้เยอะครับ ผมสะดุดล้มข้อเท้าพลิกไปรอบนึง ที่ไม่เจ็บมากก็เพราะรองเท้าเลยครับ


ไฟฉาย 

สำหรับใครที่มีแผนจะไปดูแสงเหนือที่ไกลๆ จำเป็นต้องมีพร้อมแบตสำรอง1ชุดครับ เนื่องจากบางทีไม่มีไฟถนนไม่มีแสงสว่างเลย ทุกคนควรมีแสงสว่างติดตัวเผื่อไว้ครับ


กล้อง 

อันนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ แต่ควรพกกล้องไปมากๆเพราะประเทศเขาสวยมาก แนะนำมีแบตสำรองไว้2-3ก้อน และเมมโมรี่การ์ดลองกะให้เพียงพอตามความเหมาะสมของแต่ละคนละกันครับ ขาตั้งกล้องถ้าเราอยากจะถ่ายติดแสงเหนือขาตั้งกล้องจำเป็นครับ

อาหารกล่อง อาหารแห้ง

เวลาเดินทางตารางอาจจะแน่น อาจจะเร่งรีบ ไม่มีเวลาทำอาหาร และถึงแม้ค่าครองชีพของไอซ์แลนด์จะไม่สูงเท่านอร์เวย์ แต่ถ้ากินร้านอาหารราคาก็คือว่าแพงอยู่ครับ สำหรับใครที่อยากประหยัดงบควรมีติดตัวไว้หน่อยครับ วางเป็นจำนวนมื้อไว้ก็ได้ครับ ในทริปนี้ผมมีทั้งไปซื้ออาหารที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตมาทำ(แนะนำBonusครับของถูกมาก) กินข้าวในร้านอาหาร และก็ต้มโจ๊ก ต้มมาม่า หรือจะเป็นข้าวกล่องกับกับข้าวฉีกซองครับ


ยาประจำตัว

ใครรู้ตัวว่าเจออากาศแปรปรวนแล้วกลัวจะป่วยควรมายาลดไข้ ยาลดน้ำมูกไว้ด้วยครับ ทั้งนี้แนะนำปรึกษาแพทย์ตอนจ่ายยาให้นะครับ อย่าลืมบอกว่าจะพกไปเมืองนอกครับ



ทั้งหมดเป็นของจำเป็นที่ผมคิดว่าทุกคนควรจะมีครับ ส่วนอย่างอื่นที่ไม่ไเอ่ยถึงก็เตรียมไปตามความพอใจของตัวเองและตามขนาดที่กระเป๋าเราจะรับได้นะครับ อย่าลืมเผื่อที่ไว้ซื้อของกลับมาด้วยล่ะ ช๊อคโกแลตที่นู่นอร่อยมากแนะนำเลย :)

ไอซ์แลนด์ ไป..ให้ได้รู้จัก - เกริ่นนำ

08/12/2014 วันที่เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น

ชีวิตของผมในตอนนั้นก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบมาได้สามปีกว่าๆ

ใช้ชีวิตไม่ค่อยต่างกับคนอื่นเท่าไหร่ หาเงินมา ก็หมดไปกับการสังสรรค์บ้าง 

ซื้อของบ้าง เที่ยวต่างจังหวัดบ้าง เที่ยวต่างประเทศบ้าง บ้างอะไรบ้าง...พอ!!!!

 

หลังจากได้ติดตามเพจโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน 

ก็ทำให้ผมได้เดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต...เที่ยวคนเดียวตามสไตล์คนวู่วามจองตั๋วถูก ฮ่าๆๆ

พอกลับมาก็รู้สึกออกจะอยากไปเที่ยวอีก ญี่ปุ่นก็อยากไปอีก เส้นทางที่มีในใจก็มีอยู่หลายที่

จนมาวันนั้นก็เจอกับโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินBangkok-Oslo ราคาหมื่นต้นๆ

“อืม..นอร์เวย์...ภูเขา..ธรรมชาติ..แสงเหนือ....ซื้อ!!!” 

สมองของผมประมวลผลแบบนั้น

 

แล้วผมก็จัดการซื้อตัวในทันทีและแน่นอน ไปคนเดียวอีกนั่นแหละ

ด้วยแผนที่ว่าผมจะลาออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์ด้วยแล้ว

ก็เลยวางระยะเวลาเดินทางไว้ที่ 17 วัน ตอนนั้นคิดว่าหักวันเดินทาง2วันแล้วเที่ยว15วันกำลังดี
ซึ่งวางแผนจะเดินทางช่วงปลายเดือนกันยา ถามว่าทำไมต้องปลายกันยา 

ก็เพราะแสงเหนือจะมาช่วงนั้นและอากาศมันยังไม่หนาวมาก ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น

เท่ากับว่าตอนนั้นผมซื้อตั๋วล่วงหน้า 10 เดือนนั่นเอง

วินาทีนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดซื้อตั๋วไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ

 

ด้วยความตื่นเต้นก็เลยเซ็ตวันในปฏิทินพร้อมแคปหน้าจอนั้นเอามาโพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แค่ตื่นเต้นในความวู่วามของตัวเองแค่นั้นเลย

ปรากฏมีผู้คนให้ความสนใจกันมากมาย รูปปฏิทินนั้นเรียกได้ว่าคึกคักมากทั้งไลค์ทั้งคอมเม้น

มีคนทักแชทมาหาด้วย จากที่วางแผนจะไปเที่ยวคนเดียวสุดท้ายได้เพื่อนร่วมทางเพิ่มมาอีก 7 คน


หลังจากนั้นก็ตั้งกรุ๊ปในเฟสบุ๊คเพื่อแบ่งปันข้อมูลแล้วทักทาย ทำความรู้จักกัน

เพราะว่าแต่ละคนมาจากคนละทิศคนละทาง แต่ดันมารวมกันได้เพราะมีตัวกลางเป็นผมเนี่ยแหละ

ยอมรับว่ามีความกังวลถึงความเข้ากันของสมาชิกแต่ละคนพอสมควร 

แต่ก็คิดบวกว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ชอบท่องเที่ยวเหมือนกับเราแหละน่า 

บางคนก็คุ้นเคยกันอยู่แล้ว คิดว่าไม่น่าเป็นอะไร

ผมก็เริ่มทำการหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะตอนนั้นไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับนอร์เวย์เลย 

นอกจากเมืองหลวงชื่อOsloและนักฟุตบอลขวัญใจJohn Arne Riise

แต่แสงเหนือคือภารกิจของเรา ก็เลยวางแสงเหนือเป็นตัวตั้ง 


ผมก็เลย อ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน


แล้วก็พบกับความจริงที่ว่าOsloไม่ใช่เมืองดูแสงเหนือได้ 

จะดูแสงเหนือต้องไปเมืองTromsoซึ่งมีระยะทางไกลออกไปและต้องนั่งเครื่องบิน 

ผมก็เลยเช็คราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ราคาก็เอาเรื่องอยู่

จากที่อ่านมาก็พบว่าค่าครองชีพที่นอร์เวย์แพงมาก เพราะบ้านเขาเก็บภาษีแพง


และแล้วก็มีความคิดหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว

“ไหน....ลองเช็คราคาตั๋วไปIcelandซิ”

“อุ่ยยย Icelandราคาเท่ากับไปTromsoเลย ค่าครองชีพก็ถูกกว่า คนก็น้อยกว่า ธรรมชาติก็น่าสนใจ เห็นแสงเหนือได้ทั่วทั้งประเทศ แถมได้ตามรอยWalter Mitty, Game of Thronesอีก”

“จะอยู่นอร์เวย์ไปทำไมให้โง่วะ”

ไม่รอช้ารีบไปจัดแจงเหตุผล ขอความเห็นจากสมาชิกทุกคน ทุกคนโอเคไป


ไป งั้นก็จอง!!!! 


สรุปไปไอซ์แลนด์นะแต่แวะนอร์เวย์นิดนึงละกันไหนๆก็มาแล้ว
(ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อประโยคสรุปนี่แหละ)